Load Capacity ของ Stacker คืออะไร? วิธีอ่านตารางรับน้ำหนักสแต๊กเกอร์ให้เข้าใจและใช้งานได้อย่างปลอดภัย

การเลือกสแต๊กเกอร์ (Stacker) มาใช้งาน ไม่ได้พิจารณาเพียงแค่ว่าสามารถยกน้ำหนักได้กี่กิโลกรัมเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงความสูงในการยก จุดศูนย์กลางน้ำหนัก (Load Center) และข้อจำกัดด้านความปลอดภัยในการใช้งานอีกด้วย หลายคนเข้าใจว่าสแต๊กเกอร์ที่ระบุว่ายกได้ 1.5 ตัน จะสามารถยกน้ำหนัก 1.5 ตันได้ทุกความสูง แต่ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อความสูงในการยกเพิ่มขึ้น ความสามารถในการรับน้ำหนักของสแต๊กเกอร์จะลดลงตามหลักการทรงตัวของตัวรถ

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผู้ใช้งานควรทำความเข้าใจ “Load Capacity” หรือความสามารถในการรับน้ำหนักของสแต๊กเกอร์ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ เพื่อให้สามารถเลือกเครื่องจักรได้เหมาะสมกับลักษณะงาน ลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ และเพิ่มประสิทธิภาพในการขนย้ายสินค้าในคลังสินค้า โรงงาน และศูนย์กระจายสินค้า

Load Capacity คืออะไร?

Load Capacity คือ ค่าความสามารถในการรับน้ำหนักสูงสุดที่สแต๊กเกอร์สามารถยกได้อย่างปลอดภัย ภายใต้เงื่อนไขที่ผู้ผลิตกำหนดไว้

โดยทั่วไปข้อมูลดังกล่าวจะถูกระบุอยู่ใน

  • แผ่นป้ายข้อมูลของตัวรถ (Name Plate)
  • คู่มือการใช้งาน
  • ตาราง Load Capacity Chart

ซึ่งจะแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง

  • น้ำหนักบรรทุก (Load Weight)
  • ความสูงในการยก (Lift Height)
  • จุดศูนย์กลางน้ำหนัก (Load Center)

ค่าทั้งหมดนี้มีผลโดยตรงต่อเสถียรภาพและความปลอดภัยของตัวรถขณะปฏิบัติงาน

ทำไม Load Capacity จึงมีความสำคัญ?

การยกสินค้าที่มีน้ำหนักเกินกว่าค่าที่กำหนด อาจส่งผลให้เกิดปัญหาต่าง ๆ เช่น

  • รถเสียการทรงตัว
  • รถพลิกคว่ำขณะยกสินค้า
  • งาสแต๊กเกอร์เสียหาย
  • ระบบไฮดรอลิกทำงานหนักเกินไป
  • เกิดอุบัติเหตุต่อผู้ปฏิบัติงานและทรัพย์สิน

การตรวจสอบ Load Capacity ก่อนใช้งานทุกครั้งจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยในพื้นที่ปฏิบัติงาน

ปัจจัยที่มีผลต่อ Load Capacity ของ Stacker

1. ความสูงในการยก (Lift Height)

ยิ่งยกสินค้าในระดับความสูงมากขึ้น ความสามารถในการรับน้ำหนักของสแต๊กเกอร์จะลดลง

เนื่องจากจุดศูนย์ถ่วงของสินค้าและตัวรถเปลี่ยนแปลง ส่งผลต่อความมั่นคงของเครื่องจักร

ตัวอย่างเช่น

  • ยกที่ความสูง 1.6 เมตร อาจรับน้ำหนักได้ 1,500 กิโลกรัม
  • ยกที่ความสูง 3 เมตร อาจรับน้ำหนักได้เพียง 1,200 กิโลกรัม
  • ยกที่ความสูง 4.5 เมตร อาจรับน้ำหนักได้เพียง 800 กิโลกรัม

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรุ่นและการออกแบบของสแต๊กเกอร์แต่ละประเภท

2. จุดศูนย์กลางน้ำหนัก (Load Center)

Load Center คือ ระยะห่างจากโคนงาสแต๊กเกอร์ไปยังจุดศูนย์กลางของสินค้าที่วางอยู่บนพาเลท

โดยทั่วไปผู้ผลิตจะกำหนดค่าอ้างอิงไว้ที่ 500 หรือ 600 มิลลิเมตร

หากสินค้ามีขนาดยาวหรือมีจุดศูนย์ถ่วงอยู่ไกลออกไป ความสามารถในการยกจะลดลงทันที

ตัวอย่างเช่น

  • Load Center 500 มม. ยกได้ 1,000 กก.
  • Load Center 600 มม. ยกได้ 800 กก.
  • Load Center 700 มม. ยกได้ 600 กก.

ดังนั้นแม้น้ำหนักสินค้าจะเท่าเดิม แต่หากจุดศูนย์กลางน้ำหนักเปลี่ยน ความสามารถในการยกก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย

3. ประเภทและรุ่นของ Stacker

สแต๊กเกอร์แต่ละประเภทถูกออกแบบมาให้รองรับการใช้งานที่แตกต่างกัน เช่น

  • Manual Stacker
  • Semi Electric Stacker
  • Electric Stacker
  • Reach Stacker

จึงมีโครงสร้าง เสา Mast ระบบไฮดรอลิก และขนาดตัวรถที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อค่าการรับน้ำหนักโดยตรง

วิธีอ่านตาราง Load Capacity ของ Stacker

โดยทั่วไปตารางจะประกอบด้วยข้อมูลหลัก 2 ส่วน ได้แก่

แกนแนวนอน (Horizontal Axis)

แสดงความสูงในการยก เช่น

  • 2.5 เมตร
  • 3 เมตร
  • 3.5 เมตร
  • 4 เมตร
  • 5 เมตร

แกนแนวตั้ง (Vertical Axis)

แสดงน้ำหนักสูงสุดที่สามารถยกได้ในแต่ละระดับความสูง

ตัวอย่างเช่น

ความสูงในการยก

น้ำหนักสูงสุด

2.5 เมตร

1,500 กก.

3 เมตร

1,300 กก.

4 เมตร

1,000 กก.

5 เมตร

800 กก.

จากตัวอย่างจะเห็นได้ชัดว่า เมื่อความสูงเพิ่มขึ้น น้ำหนักที่สามารถยกได้จะลดลงตามหลักวิศวกรรมและความปลอดภัย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Load Capacity

สแต๊กเกอร์ยกได้ตามน้ำหนักที่ระบุทุกความสูงหรือไม่?

ไม่เสมอไปน้ำหนักที่ระบุในสเปกส่วนใหญ่มักอ้างอิงที่ Load Center มาตรฐานและความสูงที่กำหนด หากยกสูงขึ้น ความสามารถในการรับน้ำหนักจะลดลง

อาจทำให้รถเสียการทรงตัว เกิดการพลิกคว่ำ งาหัก หรือระบบไฮดรอลิกเสียหายได้

ควรพิจารณาจาก

  • น้ำหนักสินค้าสูงสุด
  • ความสูงชั้นวางสินค้า
  • ขนาดพาเลท
  • ความถี่ในการใช้งาน
  • พื้นที่ปฏิบัติงาน

ก่อนเลือกซื้อหรือเช่าสแต๊กเกอร์

วิธีเลือก Stacker ให้เหมาะกับการใช้งาน

ก่อนตัดสินใจเลือกสแต๊กเกอร์ ควรสำรวจข้อมูลดังต่อไปนี้

  • น้ำหนักสินค้าที่หนักที่สุด
  • ความสูงของชั้นวางสินค้า
  • ระยะ Load Center ของสินค้า
  • ความกว้างของทางเดินในคลังสินค้า
  • จำนวนชั่วโมงการใช้งานต่อวัน

หากมีการใช้งานหลายรูปแบบหรือมีแผนขยายคลังสินค้าในอนาคต ควรเลือกสแต๊กเกอร์ที่มี Load Capacity สูงกว่าความต้องการจริงเล็กน้อย เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว

ความเข้าใจเรื่อง Load Capacity ที่ช่วยลดความเสี่ยงในการทำงาน 

Load Capacity คือข้อมูลสำคัญที่ผู้ใช้งานสแต๊กเกอร์ทุกคนควรทำความเข้าใจก่อนใช้งานหรือเลือกซื้อเครื่องจักร เพราะความสามารถในการรับน้ำหนักไม่ได้ขึ้นอยู่กับน้ำหนักสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับความสูงในการยก จุดศูนย์กลางน้ำหนัก และโครงสร้างของตัวรถอีกด้วย การศึกษาตาราง Load Capacity อย่างถูกต้องจะช่วยให้คุณเลือกสแต๊กเกอร์ได้เหมาะสมกับลักษณะงาน เพิ่มประสิทธิภาพในการขนย้ายสินค้า ลดต้นทุนจากความเสียหาย และที่สำคัญที่สุดคือช่วยสร้างความปลอดภัยให้กับผู้ปฏิบัติงานและสถานประกอบการในระยะยาว

ต้องการเลือก Stacker ที่เหมาะกับงานของคุณ?

หากคุณกำลังมองหาสแต๊กเกอร์สำหรับคลังสินค้า โรงงาน หรือศูนย์กระจายสินค้า แต่ยังไม่แน่ใจว่าควรเลือกรุ่นใดให้เหมาะกับน้ำหนักสินค้า ความสูงในการยก และลักษณะการใช้งานจริง ทีมงาน VORTEX พร้อมให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญ

เรามีสแต๊กเกอร์หลากหลายรุ่น ทั้งแบบ Manual Stacker, Semi Electric Stacker และ Electric Stacker พร้อมช่วยวิเคราะห์การใช้งาน เพื่อให้คุณเลือกเครื่องจักรได้อย่างคุ้มค่า ปลอดภัย และตอบโจทย์ธุรกิจมากที่สุด

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือขอใบเสนอราคาได้แล้ววันนี้ ทีมงานพร้อมให้คำแนะนำและช่วยเลือกสแต๊กเกอร์ที่เหมาะกับงานของคุณโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

บทความอื่นๆ เพิ่มเติม

ติดต่อสอบถามบริการรถโฟล์คลิฟท์

Scroll to Top
ขอใบเสนอราคา

สินค้าทุกชิ้นมีการรับประกัน และ มีอะไหล่ดูแล เพียงพอ พร้อมบริการตลอดเวลา มีบริการให้คำปรึกษาฟรีตลอด ทั้ง ก่อนซื้อ และหลังซื้อ 

ขอใบเสนอราคา

สินค้าทุกชิ้นมีการรับประกัน และ มีอะไหล่ดูแล เพียงพอ พร้อมบริการตลอดเวลา มีบริการให้คำปรึกษาฟรีตลอด ทั้ง ก่อนซื้อ และหลังซื้อ 

Quotation Form